เบาหวานกับคาเฟอีนในกาแฟ

Last updated: Dec 8, 2009  |  3778 จำนวนผู้เข้าชม  |  ความรู้ทั่วไป

เบาหวานกับคาเฟอีนในกาแฟ

จากผลการศึกษาที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Journal of the American Medical Association เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าในคนที่ดื่มกาแฟอย่างนักคือมากกว่า 6 แก้วต่อวันนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าในคนที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วหรือน้อยกว่านี้ต่อวัน, โดยนักวิจัยไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของผลเสียของการดื่มกาแฟที่มากเกินไป เพราะว่ามีผู้เข้าร่วมการทดลองนี้เป็นจำนวนน้อย

การศึกษานี้อาจจะสร้างความดีใจให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้หรือสามารถลดความ เสี่ยงต่อการพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานได้ โดยประโยชน์จากคาเฟอีน ย่างไรก็ตามยังมีความขัดแย้งอยู่ในผลการทดลองดังกล่าว James D. Lane พร้อมด้วยคณะวิจัยที่ได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยทั้งเพศหญิงและเพศชายที่ป่วย ด้วยโรคเบาหวานประเภท 2 พบว่า การดื่มกาแฟหลังอาหารนั้นสามารถที่จะควบคุมปริมาณน้ำตาลและอินซูลินในร่าง กายได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการศึกษาของ Terry E. Graham of the University of Guelph, Canada พบผลลัพธ์เช่นเดียวกันในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาในอาสาสมัครที่เป็นโรคเบาหวานทุกคน แต่จากผลการศึกษาในอาสาสมัครที่เป็นโรคอ้วนพบว่าโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ การพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ง่ายขึ้น ประชากรโลกขณะนี้มีประมาณ 170 ล้านคนที่ได้รับความทรมานจากการเป็นโรคเบาหวาน.โดยอาจมาจากสาเหตุของการเผา พลาญ คาร์โบไฮเดรตในร่างกายผิดปกติและโดยปกติจะเกิดในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักมากเกิน ไปและมักจะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสหรัฐอเมริกาจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลต่อโรคเบาหวานเกือบ 100 ล้านบาทต่อปี โดยอัตราการเป็นโรคเบาหวานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 30 ปีข้างหน้า โดย Sarah Wild of the University of Edinburgh พร้อมด้วยคณะวิจัยของเขาได้มีการประมาณว่าในปี 2030จะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 366 ล้านคนและจะเพิ่มความชุกของการเป็นโรคอ้วนขึ้นด้วย แต่ทว่าการระบาดของโรคเบาหวานจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าระดับการเกิดโรคอ้วนจะคงที่และในการดื่มคาเฟอีนในปริมาณเล็กน้อย นั้น อาจจะเป็นทางเดียวที่จะสามารถควบคุมการเกิดของโรคได้ดี

แต่อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ผลของข้อมูลนั้นยังคงมีจำกัด ทางเลือกของการใช้ยาคาเฟอีนที่เราดื่มในตอนเช้านั้นจะเป็นตัวที่ทำให้เรามี ความตื่นตัวจนกระทั่งถึงในช่วงกลางวันถึงแม้ว่าทางเภสัชวิทยาจะเน้นไปที่ บทบาทของการใช้ยาต่อระบบประสาทและผลกระทบอื่นๆ ประสิทธิภาพของคาเฟอีนในการควบคุมระดับฮอร์โมนในการควบคุมการเผาพลาญพลังงาน ในร่างกายนั้น โดย Lane ใช้ทำการศึกษาตั้งแต่ในปี 1967ถึงผลของคาเฟอีนและระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานในช่วงวัยกลางคนว่า ประมาณ 80 – 90 % ของผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2ที่ดื่มคาเฟอีน “เราคิดว่ามันมีความสำคัญมากในการดูผลลัพธ์ของยาต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน” ดังนั้น, เขาจึงได้ศึกษาผู้ที่ดื่มกาแฟแต่ไม่สูบบุหรี่ 14 คน และพวกเขาทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนก่อนทำการทกลองแต่พวกเขายังมีสุขภาพที่ดีโดยจัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการทดลอง คือ กลุ่มแรกดื่มคาเฟอีนในตอนเช้า, กลุ่มที่ 2ละเว้นจากคาเฟอีนทุกชนิดและทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการทานยา 3 เม็ดต่อหนึ่งวันโดยแต่ละเม็ดจะมีปริมาณ 125 mg หรือประมาณกาแฟ 1 ถ้วยปกติ และได้รับผลการทดลองจาก Duke medical center lab และในอาหาร 1 มื้อ จะประกอบด้วย โปรตีน, ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 75 g เป็นปริมาณที่สามารถตรวจสอบผู้ป่วยโรคเบาหวานได้และหลังจากทานอาหารเช้าแล้ว 2 ชั่วโมง ,นักวิจัยจะทำการเก็บเลือดจากอาสาสมัครมาทำการศึกษาถึงการดูดซึมของระดับ น้ำตาลสู่ร่างกายซึ่งทีมงานของ Lane ใช้ทำการวัดระดับความเข้มข้นของอินซูลินในกระแสเลือด โดยการประเมินนั้นจะวัดประสิทธิภาพของเซลล์ในการดูดซึมอินซูลินที่ร่างกาย แจกจ่ายไปเพื่อการควบคุมระดับกลูโคสคืนสู่เซลล์ปริมาณความเข้มข้นของกลูโคส ในเลือดในผู้ที่ไม่ได้ทานคาเฟอีนนั้นจะมีปริมาณสูงกว่าผู้ที่ทานยาเม็ดที่ มคาเฟอีนถึง 21 % โดย Lane พร้อมด้วยทีมงานได้มีการรายงานอยู่ในวารสารโรคเบาหวานในเดือนสิงหาคม Lane สังเกตเห็นว่า การใช้ยาในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังจากการทานอาหารผลลัพธ์ที่ ได้จะเหมือนกับการได้รับคาเฟอีน ดังนั้นเขาจึงได้แนะนำว่า การรักษาด้วยการใช้ยาควรหลีกเลี่ยงการกินคาเฟอีน จึงจะให้ผลในการรักษามากไปกว่านั้น กลุ่มของ Lane ได้สังเกตเห็นว่า ความเข้มข้นของระดับอินซูลินในกระแสเลือดหลังจากที่ดื่มคาเฟอีนแล้วจะสูง ถึง48 % มากกว่าการกินยา ดังนั้น หลังจากที่กินคาเฟอีนแล้วเซลล์จะไม่ดูดซึมอินซูลินกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยนักวิทยาศาสตร์ ได้ทำการทดลองโดยการให้กินคาเฟอีนบริสุทธิ์เพื่อจะศึกษาผลลัพธ์ของมันได้ อย่างแท้จริง

ประโยชน์ของการลดน้ำหนัก , กาแฟกลุ่มของ Graham ได้ผลการทดลองจากการศึกษาในผู้ป่วยเพศชายที่เป็นโรคอ้วนระยะเวลาถึง 12 สัปดาห์ โดยควบคุมอาหารพร้อมทั้งออกกำลังกาย โดยกลุ่มที่ 1 ได้รับคาเฟอีนกลุ่มที่ 2 ได้รับ placebo pills พบว่าสามารถที่จะลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกันโดยเฉลี่ยแล้วสามารถที่จะลด น้ำหนักได้ถึง 8.5 กิโลกรัม ( หรือ 18.7 ปอนด์ ) และไขมันในร่างกายหายไปมากกว่า 3 % ซึ่งการที่น้ำหนักลดจะสามารถตรวจพบได้ทั้งความเข้มข้นของน้ำตาลและอินซูลิน ในกระแสเลือดสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ถึงแม้ในผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะพบระดับของอินซูลินสูงขึ้น เช่นเดียวกัน.

โดยเราจะไม่พบปริมาณของอินซูลินสูงขึ้นก่อนการลดน้ำหนัก ดังนั้นกลุ่มของ Graham จึงได้ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Clinical Nutrition ถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบในเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย Graham ได้พบว่าเขาจะได้รับคาเฟอีนบริสุทธิ์นั้นจะต้องดื่มกาแฟถึง 3 แก้ว และกลุ่มของเขายังได้ทำการศึกษาถึงส่วนประกอบในคาเฟอีน พบว่ามี chlorogenic acids

ซึ่งเราจะสามารถพบ chlorogenic acids เหล่านั้นได้ในกาแฟที่ขายทั่วไป และกลุ่มของ Grahamยังได้พบว่าการดื่มกาแฟหลังจากการรับประทานอาหารนั้นสามารถจะลดความ เข้มข้นของระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ดีกว่าผู้ที่ดื่มน้ำเปล่า

Graham จึงได้สรุปว่า “ถ้าฉันเป็นโรคเบาหวานหรืออินซูลินต่ำ, ฉันควรจะดื่มกาแฟ” Lane เห็นด้วยกับข้อสรุปของ Graham และเขายังกล่าวอีกว่า , เราควรที่จะมีการศึกษามากกว่านี้เพื่อที่จะยืนยันผลการทดลองดังกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าเราไม่ดื่มกาแฟเราก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน มากขึ้น

Powered by MakeWebEasy.com